เมื่อเดินทางไปเยือนหมู่เกาะ มอลตาในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนอันอบอุ่นนักท่องเที่ยวมักจะหลงใหลในเมืองหินปูนสีทอง น้ำทะเลสีฟ้าคราม และมรดกทางทะเลที่มีมานานหลายศตวรรษ หนึ่งในวิธีที่แท้จริงและน่าจดจำที่สุดในการสัมผัสเสน่ห์ของเกาะแห่งนี้คือการนั่งเรือดายซา ซึ่งเป็นอัญมณีทางวัฒนธรรมที่มอบมุมมองที่ไม่เหมือนใครของริมน้ำประวัติศาสตร์ของมอลตา
การล่องเรือ Dghajsa (อ่านว่า ดาย-ซา) เป็นหนึ่งในประสบการณ์ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนมอลตา เพราะนอกจากจะได้ชมทัศนียภาพของอ่าว Grand Harbour ที่สวยติดอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว ยังเป็นการย้อนเวลากลับไปสัมผัสวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวมอลตาด้วย
เรือดายซาเป็นเรือไม้แบบดั้งเดิมของมอลตา มีลักษณะคล้ายเรือกอนโดลา แต่มีเอกลักษณ์และประวัติศาสตร์เฉพาะตัว เรือสีสันสดใสเหล่านี้ถูกใช้โดยชาวเรือท้องถิ่นมานานหลายศตวรรษเพื่อขนส่งผู้โดยสารข้ามท่าเรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณท่าเรือแกรนด์ฮาร์เบอร์อันโด่งดัง ปัจจุบัน เรือดไกซายังคงเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเอกลักษณ์และประเพณีทางทะเลของมอลตา
สำรวจท่าเรือประวัติศาสตร์
สถานที่ที่ดีที่สุดสำหรับการ นั่งเรือ dgħajsaคือบริเวณท่าเรือแกรนด์ฮาร์เบอร์ อันงดงาม ซึ่งเป็นหนึ่งในท่าเรือธรรมชาติที่สวยที่สุดในยุโรป ล้อมรอบด้วยเมืองที่มีป้อมปราการและสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ บริเวณนี้บอกเล่าเรื่องราวความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของมอลตาตลอดหลายยุคสมัย
ขณะที่คุณล่องเรือไปบนผืนน้ำอันสงบ คุณจะได้เห็นทิวทัศน์อันงดงามของเมืองวัลเลตตาเมืองหลวงของมอลตาและแหล่งมรดกโลกของยูเนสโก ป้อมปราการอันโอ่อ่า อาคารสไตล์บาโรก และโดมขนาดใหญ่ตั้งตระหง่านขึ้นจากชายฝั่งอย่างโดดเด่น ตัดกับท้องทะเลสีน้ำเงินเข้มอย่างสวยงาม
ฝั่งตรงข้ามอ่าวเป็นที่ตั้งของเมืองทั้งสามที่งดงาม ได้แก่วิตโตริโอซา (บีร์กู) เซงเกลียและคอสปิกัวซึ่งแต่ละแห่งอุดมไปด้วยประวัติศาสตร์และเงียบสงบกว่าวัลเลตตา แต่ก็มีเสน่ห์ดึงดูดใจไม่แพ้กัน
ประสบการณ์ทางวัฒนธรรมที่ไม่เหมือนใคร
ต่างจากการนั่งเรือเฟอร์รี่หรือเรือสำราญสมัยใหม่ การนั่งเรือ dgħajsaมอบการเดินทางที่ช้าและเป็นส่วนตัว คนขับเรือมักจะเล่าเรื่องราวที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน ทำให้คุณได้เห็นภาพอดีตของมอลตา ตั้งแต่ยุคอัศวินแห่งเซนต์จอห์นจนถึงสงครามโลกครั้งที่สอง
เรือเหล่านี้ได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม มักประดับด้วย “ดวงตาของโอซิริส” ที่หัวเรือ ซึ่งเชื่อกันว่าจะปกป้องชาวประมงในทะเล รายละเอียดนี้สะท้อนให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างตำนาน ประเพณี และชีวิตประจำวันของมอลตา
1. เส้นทางและจุดขึ้นเรือที่แนะนำ
จาก Valletta ไป Three Cities (Birgu/Vittoriosa): นี่คือเส้นทางยอดนิยมที่สุด คุณสามารถขึ้นเรือได้ที่บริเวณ Valletta Waterfront (ใกล้ลิฟต์ Upper Barrakka) เพื่อข้ามฟากไปยังเมืองเก่า Birgu
ล่องเรือชม Grand Harbour: นอกจากใช้ข้ามฟากแล้ว คุณสามารถจ้างเรือล่องชมรอบๆ อ่าวได้ (ประมาณ 30-35 นาที) เพื่อดูป้อมปราการ Fort St. Elmo และ Fort St. Angelo จากมุมมองในทะเล
2. บรรยากาศที่คุณจะได้รับ
ความเงียบสงบและเป็นส่วนตัว: ต่างจากเรือเฟอร์รี่ลำใหญ่ Dghajsa เป็นเรือพายไม้ดั้งเดิมที่ปัจจุบันมีการติดตั้งมอเตอร์ไฟฟ้าขนาดเล็ก ทำให้เสียงเงียบมาก คุณจะได้ยินเสียงคลื่นกระทบเรือและดื่มด่ำกับกำแพงหินสีน้ำผึ้งของเมืองเก่าได้อย่างสงบ
สถาปัตยกรรมสุดอลังการ: คุณจะได้เห็นความยิ่งใหญ่ของป้อมปราการยุคกลางและอาคารสไตล์บาโรกของ Valletta และ Three Cities ที่ตั้งตระหง่านอยู่ริมน้ำ
3. ช่วงเวลาที่ดีที่สุด
Golden Hour (ช่วงเย็นก่อนพระอาทิตย์ตก): แสงแดดจะตกกระทบกำแพงหินปูนสีน้ำผึ้งของมอลตา ทำให้เมืองทั้งเมืองกลายเป็นสีทองสวยงามมาก และอากาศไม่ร้อนจนเกินไป
ช่วงเช้า: หากต้องการหลีกเลี่ยงฝูงชนและต้องการภาพถ่ายที่น้ำนิ่งสงบเหมือนกระจก
4. ข้อควรรู้และเคล็ดลับ
ราคา: การข้ามฟากปกติจะอยู่ที่ประมาณ 2 ยูโรต่อคน แต่ถ้าต้องการล่องเรือชมวิว (Harbour Tour) ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 8-10 ยูโรต่อคน (ขึ้นอยู่กับการต่อรองและจำนวนคน)
การจอง: โดยปกติไม่จำเป็นต้องจองล่วงหน้า คุณสามารถเดินไปที่ท่าเรือแล้วโบกเรียกคนพายเรือได้เลยเหมือนเรียกแท็กซี่น้ำ
ความแตกต่าง: เรือ Dghajsa จะมีรูปทรงคล้ายเรือกอนโดลาของเวนิส แต่มีความเป็นเอกลักษณ์ของมอลตาตรงที่หัวเรือสูงและสีสันสดใส
การล่องเรือชนิดนี้เหมาะมากสำหรับใครที่อยากได้รูปถ่ายสวยๆ ในบรรยากาศโรแมนติก หรืออยากสัมผัสประวัติศาสตร์ของมอลตาในมุมที่ต่างออกไป
