บ้านจ่าโบ่ แม่ฮ่องสอน

สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดแม่ฮ่องสอน
วันนี้เราจะพาทุกท่านไปชมวิถีชาวบ้านกันที่ ชุมชนบ้านจ่าโบ่นั่งถ่ายภาพห้อยขาที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า” น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวหลายคน  นั่งรถผ่านโค้งมาพันกว่าโค้งเพื่อเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศ ที่การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนบ้านจ่าโบ่ หรือมักเรียกกันสั้นๆว่า บ้านจ่าโบ่ ซึ่งเป็นชุมชนชาวเขาที่ตั้งอยู่ใน อ. ปางมะผ้า ที่นี่มีธรรมชาติที่สวยงามแล้วยังมีวิถีชีวิตชนเผ่าที่น่าสนใจและน่ามาเรียนรู้

ช่วงเวลาท่องเที่ยวที่เหมาะสม   เที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ฤดูที่น่าเที่ยวที่สุดคือ  ฤดูหนาว และฤดูฝน

นั่งถ่ายภาพห้อยขาที่ร้านก๋วยเตี๋ยว ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นในยามเช้า” น่าจะเป็นเหตุผลหลักที่ดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวหลายคนนั่งรถผ่านโค้งมาพันกว่าโค้งเพื่อเดินทางมาสัมผัสบรรยากาศที่ การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดยชุมชนบ้านจ่าโบ่ หรือมักเรียกกันสั้นๆว่า บ้านจ่าโบ่ ซึ่งเป็นชุมชนชาวเขาที่ตั้งอยู่ใน อ. ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน  ที่นี่นอกจากจะมีธรรมชาติที่สวยงามแล้วยังมีวิถีชีวิตชนเผ่าที่น่าสนใจและน่ามาเรียนรู้  มาทำความรู้จักและกล่าวคำทักทายว่า  A-Bo-Da-ya  (อาบูดะยา) ซึ่งเป็นภาษาของชาวลาหู่หรือมูเซอ  ที่แปลว่า สวัสดี

ชุมชนบ้านจ่าโบ่  ตั้งอยู่ไม่ไกลจากแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตอย่างปาย ใช้เวลาเดินทางจากปายประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า การเดินทางจากปายไปยัง อ.ปางมะผ้า จากนั้นขับตรงไปอีก 12 กิโลเมตร เจอแยกบ้านแม่ระนาเข้าไปยังหมู่บ้านขับรถตรงไปอีก 4 กิโลเมตร เส้นทางทำใหม่ราดยางตลอดทาง สำหรับใครที่ไม่มีรถส่วนตัวก็ต้องอาศัยนั่ง รถตู้ปาย -เมืองแม่ฮ่องสอน หรือนั่งรถแดงโดยสารมาลงหน้าปากทางเข้าหลังจากนั้นอาจโบกรถหรือนัดแนะกับรถในหมู่บ้านให้มารับ เมื่อมาถึงหมู่บ้านเราก็จะได้เจอกับร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขาซึ่งเป็นร้านขึ้นชื่อของที่นี่ เพราะนอกจากจะมีก๋วยเตี๋ยวแสนอร่อยในราคาหลักสิบให้ได้ทานแล้ว มองไปรอบๆ จะเห็นว่าตั้งอยู่ในมุมที่เหมาะเจาะมองเห็นภูเขาที่สวยงามสลับซับซ้อน และในเวลาเช้าร้านนี้ก็จะเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มารอชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น

บ้านจ่าโบ่ตั้งอยู่บนเขาสูงประมาณ 900 ม. บริเวณโดยรอบของหมู่บ้านเป็นเทือกเขาหินปูน บรรยากาศธรรมชาติสุดๆไปเลยค่ะ หมู่บ้านในวงล้อมของหุบเขา บรรยากาศภายในหมู่บ้านทั้งสองฝั่งถนนขนาบไปด้วยบ้านเรือนไม้แบบชาวเขาดั้งเดิม ชาวบ้านในชุมชนบ้านจ่าโบ่ที่อยู่ในปัจจุบันเป็นชาวลาหู่ที่ย้ายมาจากห้วยยาวโดยการนำของนายจาโบ่ ไพรเนติธรรม ชื่อของ ชุมชนจ่าโบ่มาจากชื่อของผู้นำหมู่บ้าน คนในชุมชนล้วนเกี่ยวดองเป็นญาติกันทั้งหมด ยังคงใช้ภาษาและเครื่องแต่งกายแบบลาหู่ ซึ่ง แบ่งออกเป็น 3 ชาติพันธุ์ย่อย คือ มูเซอดำ มูเซอแดงและมูเซอเหลือง แตกต่างกันตามความเชื่อ และการแต่งกาย  ชุมชนบ้านจ่าโบ่ คือเชื้อสายมูเซอดำ  ซึ่งชาวมูเซอดำจะใช้คำเรียกว่า “จ่า” คำนำหน้าเพศชาย ส่วน “นา” จะเป็นคำเรียกผู้หญิง อาชีพหลักของคนในชุมชน คือทำไร่และเลี้ยงสัตว์ อาชีพรอง คือเก็บของป่าขาย และรับจ้างทั่วไป

ส่วนเครื่องแต่งกายของชาวบ้าน ใช้สีดำเป็นหลักซึ่งเป็นสีที่สำคัญของชาวชนเผ่า ตามความเชื่อถือว่า สีดำเป็นสีศักดิ์สิทธิ์  สีดำ หมายถึง ตัวตน สีขาว หมายถึง ลำธารน้ำ สีเหลือง หมายถึง ข้าวปุ๊ก(ข้าวโพดต เป็นอาหารชนิดนึง) สีแดง หมายถึง เลือดหมู  สีฟ้า หมายถึง ถั่ว พืชพรรณ ดังนั้นเสื้อชนเผ่าแต่ละตัวจะมีความหมายแตกต่างกันไปตามความเชื่อของผู้เย็บที่เลือกใช้สีต่างๆ เล่ามายาวมาก ทำให้เรารู้สึกว่า บ้านจ่าโบ่ ไม่ได้มีของดีแค่ทะเลหมอกแต่ที่นี่ยังคงมีความน่ารักของชาวเขา เดินเล่นชมหมู่บ้านก็จะได้เห็นความเป็นอยู่ที่แสนจะเรียบง่ายและสงบกันเอง ในขณะเดียวกันรอยยิ้มและคำทักทายอย่างเป็นมิตร คือ สิ่งที่เราได้สัมผัสจากชาวบ้านที่นี่

กิจกรรมหลักๆ
ที่ตั้งใจมาที่นี่ คือ การได้มานอนโฮมสเตย์ที่เป็นโฮมสเตย์จริงๆของชาวบ้าน เค้านอนยังไงกินยังไงก็ตามเค้านั่นแหละ เช้ามาก็ตื่นมาดูทะเลหมอกจากที่บ้านได้เลย หรือใครอยากได้วิวต่างจากคนอื่นหน่อย แนะนำให้เดินขึ้นไปดูวิว ที่ “ภูผาหมอก” มีค่านำทาง คนละ 100 บาท โดยคนนำทางก็เป็นชาวบ้านในชุมชนนี่แหละ
ของกิน
มาที่นี่ก็ต้องห้ามพลาด ก๋วยเตี๋ยวห้อยขา เจ้าดัง มีร้านกาแฟที่อยู่ติดกัน, ร้านกาแฟเด็กดอย แล้วแต่ละกันจะไปร้านไหนเลือกเอา กลางคืนจนถึงเช้าหนาวมาก ยิ่งโฮมสเตย์หลังที่ได้ไปนอน ฝั่งริมวิวภูเขาไม่มีฝาบ้านด้วย open air ให้ลมหนาวลอยผ่านเข้ามา หนาวมากกก ขนาดอาบน้ำตั้งแต่ตอนบ่ายๆยังทำใจอยู่นานกว่าจะราดแต่ละขันได้ ตัวชาไปหมด แต่ก็โอเค ก็ตั้งใจมาตามหาอากาศๆหนาวที่กรุงเทพๆไม่เคยมีมาหลายปีละ ถือว่า ภารกิจสมบูรณ์

การเดินทาง
จากกรุงเทพฯ มารถทัวร์นอน ของ สมบัติทัวร์ ราคา 788 บาท ตามเวลารถออก 17:20 น. เอาจริงๆ หกโมงกว่า มีจอดแวะกินข้าวต้มตอนห้าทุ่มกว่ามั้งจำไม่ได้ ก็พอทราบมาว่าถนนหนทางมาแม่ฮ่องสอน โค้งเยอะมาก เป็นพันๆโค้ง แต่ไม่คิดว่าจะโค้งเยอะต่อเนื่องขนาดนั้น เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ถ้าคนเมารถมีอ้วกแน่ๆ รถทัวร์นอนก็เหมือนไม่ได้นอนอะ

ที่พัก

1.เซเว่นกลางวิว โฮมสเตย์

บ้านพักที่สามารถมองเห็นได้แบบกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เพียงแค่เปิดประตูหน้าต่างก็ได้สัมผัสวิวทิวเขาและทะเลหมอก พร้อมระเบียงชมวิวส่วนกลางอีกหนึ่งมุมสุดชิล ที่สามารถสัมผัสกับบรรยากาศของสายหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นได้แบบสวยงาม ห้องพักมีหลายแบบ ทั้งบ้านพักหลังใหญ่พักได้หลายท่าน ห้องพักแบบคู่มีทั้งห้องน้ำในตัวและห้องน้ำรวม  ด้านหน้าติดถนนเป็นร้านค้าขายของชำเล็กๆ และมีบริการร้านอาหารภายในที่พัก

รายละเอียดห้องพัก : หัองพักสำหรับ 1-2 ท่าน เตียงคู่ มีห้องน้ำในตัว  ราคาห้องละ600 บาท

ห้อง 3- 4 เตียงเดี่ยวพักได้2คน มีห้องน้ำในตัว ราคาห้องละ 600 บาท

ห้องพัก 5,6,7,8 เตียงคู่พักได้ห้องละ 2คน ห้องน้ำรวม ราคาห้องละ 500  บาท

ห้อง 9  บ้านหลังใหญ่ มี 3 เตียง พักได้ 5 คน ราคาคิดเป็นรายคน คนละ250 บาท

ช่องทางติดต่อเฟสบุค เซเว่นกลางวิว

2.บ้านผู้ใหญ่โฮมสเตย์

บ้านพักแบบเรียบง่าย บรรยากาศอบอุ่น ที่บ้านแต่ละหลังมีระเบียงชมวิวแบบส่วนตัวสามารถมองเห็นวิวภูเขา และสายหมอกได้แบบเต็มตาจากห้องพักเช่นกัน  ที่พักสะอาดพร้อมอาหารพื้นเมืองที่แสนธรรมดาแต่รสชาติดีมาก  เป็นที่พักหลักร้อย วิวหลักล้าน ไม่หรูแบบโรงแรมห้าดาว แต่ได้อ้อมกอดของสายหมอกยามเช้าไปแบบเต็มๆ

รายละเอียดห้องพัก บ้านพักแบบหลัง จำนวน 4 หลัง ห้องแบบพัก 2 คน (ห้องน้ำในตัว) 3 หลัง และแบบ 4-6 คน 1 หลัง ห้องน้ำรวม คิดราคาเป็นรายคน  คนละ 300 บาทพร้อมอาหารเช้า

ช่องทางติดต่อเฟสบุค บ้านผู้ใหญ่โฮมสเตย์

3.ฟ้าใสโฮมสเตย์

ที่พักที่วิวดีโลเคติดกับร้านก๋วยเตี๋ยวห้อยขา ภายในที่พักมีทั้งร้านอาหารตามสั่งและร้านกาแฟให้บริการ มีที่นั่งเป็นลานระเบียงงที่ตกแต่งได้อย่างน่ารัก ทั้งร่มชายหาด เก้าอี้ หมอนอิง กลายเป็นมุมนั่งพักผ่อนสุดชิล มองวิวภูเขาที่อยู่เบื้องหน้า ตื่นเช้ามาก็สามารถชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นได้จากที่พักเช่นกัน

รายละเอียดห้องพักช่วงไฮซีซั่นเดือนธ ค – ก พ ห้องละ 1000 บาท ช่วงโลซีซั่น มี.ค.-พ.ย. ห้องละ 700 เป็นห้องพักแบบเรือนแถวติดกัน พักได้ 2 ท่าน (พร้อมอาหารเย็น )

ช่องทางติดต่อเฟสบุค ฟ้าใสโฮมสเตย์

แชร์บทความนี้