สถานที่ท่องเที่ยว จังหวัดน่าน “ดอยภูคา”

ดอยภูคา

ถ้าพูดถึงจุดชมวิวที่สวยไม่แพ้ที่อื่นๆเลยเราจะไม่กล่าวถึงที่นี่ไม่ได้เลยนั่นคือจุดชมวิว 1715 ที่อุทยานแห่งชาติดอยภูคา

ที่มาของ จุดชมวิว 1715

จุดชมวิว 1715 เป็นจุดชมวิวสวยที่ตั้งอยู่ใน อำเภอปัว จังหวัดน่าน ที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นั้นจะนิยมมาแวะถ่ายรูป ชมวิวกันเพราะบริเวณนี้ สามารถชมได้ทั้ง พระอาทิตย์ขึ้น แบบดีงามที่สุดของอุทยานแห่งชาติดอยภูคาเลย

ดอยภูคา1
โดยตัวเลข 1715 นี้ ก็คือ ความสูงของบริเวณนี้จากน้ำทะเลปานกลางนั่นเอง ยิ่งถ้าใครโชคดีมาเที่ยวได้ถูกเวลาก็จะได้ชม ทะเลหมอก ด้วย แบบที่ว่าสวยอลังการเลย แต่ในวันที่ไม่มีหมอกก็ใช่ว่าจะไม่สวย เพราะเรายังสามารถเห็นวิวของภูเขาสลับซับซ้อนกันอย่างงดงามด้วย
ยิ่งถ้าใครเป็นตากล้อง หรือชอบถ่ายภาพสวยๆ แนว Landscape วิวปังๆ ด้วยแล้ว น่าจะต้องถูกใจอย่างแน่นอน แม้ว่าที่นี่จะมีความสูงถึง 1715 แล้ว แต่ความสูงจริงๆ ของยอด ดอยภูคา ก็คือ 1,910 เมตร โดยเราจะเห็นได้จากที่ จุดชมวิว 1715 เลยว่ายอดสูงสุดของดอยภูคานั้นจะสูงกว่าแบบเห็นได้ชัดเลย
นอกจาก จุดชมวิวพระอาทิตย์ขึ้น อย่าง จุดชมวิว 1715 แล้ว ที่ ดอยภูคา ก็ยังมีจุดชมวิวพระอาทิตย์ตกอีกด้วย นั่นก็คือ บริเวณ ลานดูดาว หรือ ลานดูเดือน ที่อยู่หลังบ้านพักของอุทยานฯ บอกเลยว่ามาเที่ยวที่นี่ถือได้ว่าครบจริงๆ สำหรับจุดชมวิวสวยๆ ของธรรมชาตินี้ ใครอยากมาเที่ยว ก็อย่าลังเล ตามเรามาได้เลย

“อุทยานแห่งชาติดอยภูคา” ถือว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่ใหญ่สุดของจังหวัดน่าน ได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2542 มีพื้นที่ประมาณ 1,704 ตร.กม. ครอบคลุมทั้งหมด 8 อำเภอ ได้แก่ อ.เฉลิมพระเกียรติ อ.ทุ่งช้าง อ.เชียงกลาง อ.ปัว อ.ท่าวังผา อ.สันติสุข อ.แม่จริม อ.บ่อเกลือ หรือคิดเป็นร้อยละ 14.85% ของจังหวัดน่าน หากเทียบแล้วก็มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่ากรุงเทพฯเล็กน้อย!!(1,569 ตร.ก.ม) นอกจากนี้ร้อยละ 90 เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารชั้น 1A อันเป็นต้นกำเนิดลำน้าว้า ลำน้ำมาง ลำน้ำปัว ลำน้ำน่าน และลำน้ำเล็ก ๆในอีกหลายๆสาขาที่ไหลรวมกันจนเกิดเป็นแม่น้ำน่าน แล้วแม่น้ำน่านก็ไหลลงไปรวมกับแม่น้ำปิงที่ปากน้ำโพธ์จนเกิดเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา หลายคนไม่รู้ว่าผู้ถือหุ้นใหญ่สุดของแม่น้ำเจ้าพระยาก็คือแม่น้ำน่านนี่เอง(ซึ่งคิดเป็นร้อยละ40 ของแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งหมด) ดังนั้นถ้าจะบอกว่าแม่น้ำเจ้าพระยาส่วนใหญ่มาจากเทือกเขาดอยภูคาแห่งนี้ก็คงไม่ผิดนัก และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าดอยภูคาจึงมีความสำคัญกับระบบนิเวศของลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยามาก ๆ ส่วนเรื่องภูเขาหัวโล้นไม่ต้องดราม่า ปัจจุบันนี้หลาย ๆ ภาคส่วนเขาก็กำลังช่วยกันแก้ไขอยู่ เท่าที่สังเกตครั้งแรกที่ผมมากับครั้งล่าสุดที่ผมไปจำนวนพื้นเขาหัวโล้นก็เริ่มลดลงไปมากแล้วครับ

ดอยภูคา ช่วงปลายฝนต้นหนาว (ตุลาคม-พฤศจิกายน) เป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติมีความสวยงามมากที่สุด ตอนเช้ามีโอกาสเจอทะเลหมอกที่จุดชมวิว 1715 มากที่สุด สามารถถ่ายแสงเช้าล่าแสงเย็นได้ กลางวันมีเมฆปกคลุมบนยอดภูเขาและอาจจะมีฝนตกปรอย ๆได้บ้าง อากาศกำลังดีไม่หนาวจนเกินไป และที่สำคัญคือป่าไม้และทุ่งข้าวโพดยังเขียวอยู่ ช่วงเวลานี้ถือว่าเหมาะสมที่สุดสำหรับการมาเยือนดอยภูคาเป็นอย่างยิ่ง แถมตรงกับช่วงฤดูนาข้าวออกรวงประจำปีอีกด้วย พูดง่าย ๆมาช่วงนี้สวยสุดครับ

ดอยภูคา หน้าหนาว (ธันวาคม-กลางกุมภาพันธ์) เป็นช่วงที่สามารถสัมผัสอากาศหนาวได้อย่างเต็มที่ ช่วงนี้มีโอกาสเจออากาศหนาวระดับเลขตัวเดียวได้ไม่ยาก แล้วเป็นหนาวลมด้วย ท้องฟ้าช่วงนี้ส่วนใหญ่แจ่มใส สามารถล่าแสงเช้าเฝ้าแสงเย็น เก็บน้องดาวได้ในแบบที่ไม่ต้องลุ้นท้องฟ้าเปิด/ปิดเลย แต่อาจต้องลุ้นทะเลหมอกนิดหน่อย โดยเฉพาะช่วงจังหวะลมหนาวลงมาแรงบางทีทะเลหมอกก็ไม่มี และช่วงนี้ทุ่งข้าวโพดบนไหล่เขาจากเขียว ๆก็จะเริ่มกลายเป็นทุ่งหญ้าสีทองแทนแล้ว

ดอยภูคา2

ลาน 1715 จุดชมพระอาทิตย์ขึ้น

ลานชมวิว 1715 เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมแวะถ่ายรูป เพราะบริเวณลานนี้สามารถดูพระอาทิตย์ขึ้นพร้อมกับทะเลหมอกตอนเช้าได้ดีที่สุดของอุทยานแห่งชาติดอยภูคา ยิ่งใครสายถ่ายภาพแนว Landscape ก็ต้องมาจุดนี้นี่แหละครับ ล่าแสงเช้าได้ตั้งแต่แสงสนธยายันพระอาทิตย์ขึ้นเลย ผมแนะนำว่าควรมาก่อนพระอาทิตย์ขึ้นสัก 1 ชั่วโมง เพื่อที่จะเก็บแสงเช้าได้คุ้มค่าที่สุด เพราะไหน ๆ ก็ถ่อมาถึงที่นี่แล้ว

ส่วนที่มาที่ไปของป้ายความสูง 1715 จริง ๆแล้วไม่ใช่ความสูงที่สุดของยอดดอยภูคานะครับ แต่มันคือป้ายแสดงจุดสูงสุดของถนนหลวงสาย 1256 (ปัว-บ่อเกลือ) ที่ตัดผ่านขึ้นมาบนดอยภูคานั่นเอง ส่วนความสูงจริง ๆ ของยอดดอยภูคาคือ 1,910 เมตร นะครับ ซึ่งถ้าไปยืนอยู่ที่ลานชมวิว 1715 จะเห็นได้เลยว่าที่นี่ไม่ใช่ยอดสูงสุดของดอยภูคาแน่นอน เพราะภูเขาที่อยู่ข้างๆสูงกว่าอย่างเห็นได้ชัด

บริเวณบ้านพักและที่ทำการอุทยาน(ลานดูเดือน) วิวพระอาทิตย์ตก

ลานดูเดือนหรือบริเวณบ้านพัก และที่ทำการอุทยานฯ ตรงบริเวณนี้สามารถดูพระอาทิตย์ตกดินและเก็บแสงเย็นได้ แล้วระหว่างลานดูดาวกับลานดูเดือนตรงไหรพระอาทิตย์สวยกว่ากัน? เอาเป็นว่ามันก็ไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ แต่ถ้าให้ผมมองก็คงตอบว่าลานดูเดือนบริเวณหลังบ้านพักอุทยานฯสวยกว่า  แถมลานดูเดือนเป็นลานกางเต็นท์ที่กว้างใหญ่ที่สุดของอุทยานฯดอยภูคาอีกด้วย และเผื่อใครไม่รู้ จริง ๆแล้วบริเวณนี้มีต้นชมพูภูคาด้วยนะครับ อยู่ตรงบริเวณลานชมวิวหลังบ้านพักภูคา 101 เลย

อุทยานแห่งชาติดอยภูคา” มีบ้านพักของอุทยานฯ สามารถจองผ่านเว็บไซด์ของกรมอุทยานแห่งชาติได้เลย ราคาไม่แพง แต่ช่วงเทศกาลเต็มเร็วมากต้องรีบจองหน่อยนะครับ ถ้าช้าอดแน่นอน ส่วนสำหรับคนที่ต้องการเอาบรรยากาศจริง ๆ ก็ต้องกางเต็นท์เท่านั้น ซึ่งดอยภูคาจะมีจุดกางเต็นท์ที่นิยมกันจริง ๆประมาณ 3 จุดตามด้านล่างเลย

จุดแรก บริเวณลานดูเดือน ซึ่งจะอยู่ใกล้กับที่ทำการอุทยานฯและบ้านพักของอุทยานฯ เป็นลานกางเต็นท์กว้างที่สุด และมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากที่สุด แต่วิวไม่ค่อยสวยและห่างไกลจากลานชมวิว 1715  ดังนั้นถ้าจะไปดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้าที่จุดชมวิว 1715 จะไกลหน่อย ทำให้ต้องตื่นเช้ากว่าคนอื่น ๆ
จุดที่สอง บริเวณลานดูดาว อยู่ใกล้กับป่าดึกดำบรรพ์ หลักกิโลเมตรที่ 30 จุดนี้ลานกางเต็นท์กว้างพอสมควร ห้องน้ำครบสะอาด ตรงนี้สามารถดูพระอาทิตย์ตกได้ และไม่ไกลจากจุดชมวิว 1715 มากนัก (ผมเองชอบมาลงเอยกางเต็นท์ที่จุดนี้ประจำ)
จุดที่สาม บริเวณจุดชมวิว 1715 ลานกางเต็นท์จุดนี้จะมีพื้นที่น้อยที่สุดในบรรดา 3 ที่กล่าวมา แต่จะใกล้กับสถานที่ดูพระอาทิตย์ตอนเช้ามากที่สุด ห้องน้ำค่อนข้างน้อย และคนค่อนข้างวุ่นวาย เพราะอยู่ใกล้จุดชมวิวหลัก จุดนี้ไม่สามารถเห็นพระอาทิตย์ตกดินได้ แต่ถ่ายดาวได้นะครับ ขอทิ้งท้ายว่าใครจะมากางเต็นท์จุดนี้แนะนำให้หาอะไรมายึดเต็นท์ให้ดี ๆด้วย เพราะช่วงกลางคืนบนนี้ลมแรงมาก ยิ่งวันไหนลมหนาวแรงๆนี่เต็นท์แทบปลิวเลย

แล้วถามว่าที่ไหนดีกว่ากัน? ก็คงแล้วแต่ความสะดวกแต่ละคน บางคนชอบหนาว ๆก็ 1715 ใครอยากสบายๆ ก็หน้าที่ทำการอุทยานฯ เอาแบบกลางๆ ก็ลานดูดาว สุดท้ายแล้วต้องดูด้วยว่าตรงไหนเต็ม ฮ่า ๆ พอดีผมมีโอกาสได้มาดอยภูคาช่วงเทศกาลปีใหม่ ต้องบอกเลยว่าเรื่องของลานกางเต็นท์ไม่ว่าจะจุดไหนก็เต็มหมด ต้องพยายามรอหาคนออกแล้วแทรกเข้าไปทันที ยิ่งบริเวณลาน 1715 นี่ต้องรวดเร็วมาก แนะนำให้มารอเสียบประมาณ 10:00 -12:00 เพราะเป็นช่วงที่เต็นท์เดิมจะออกมากที่สุด ส่วนเรื่องของห้องน้ำอันนี้ต้องแย่งกันหน่อยนะครับ คือน้ำจะไหลเบามากในช่วงเทศกาล(เบาถึงไม่ไหล) ในช่วงเทศกาลหากไม่อยากวุ่นวาย ผมแนะนำให้ไปนอนอุทยานแห่งชาติขุนน่าน แล้วค่อยขับรถขึ้นมาจุดชมวิว 1715 ก็ได้ มันก็ไม่ได้ไกลกันมาก แต่ปริมาณคนลดลงครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว