ที่เที่ยวเมืองเกียวโต ที่ใครๆก็ต้องไปถ่ายรูปเช็คอิน

ที่เที่ยวเมืองเกียวโต ที่ใครๆก็ต้องไปถ่ายรูปเช็คอิน หากกล่าวถึงเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมติดลมบนตลอดกาลในประเทศญี่ปุ่น ที่ใครแวะมาเที่ยวแดนปลาดิบแห่งนี้ครั้งแรก นอกจากเมืองเกียวโต โอซาก้าแล้ว ต้องไม่พลาด มากระชากใจ สัมผัสในวัฒนธรรมอันเก่าแก่นานนับพันปี ที่เมืองเกียวโต อย่างแน่นอนค่ะ เนื่องจากเป็นเมืองที่มีมนต์เสน่ห์ ยังคงอัตลักษณ์ วิถีชีวิตแบบญี่ปุ่น ท่ามกลางเทคโนโลยีที่ทันสมัย แต่ก็ยังคงกลิ่นอายของความเป็นญี่ปุ่นแท้ไว้อย่างดีเริ่ดสะแมนแตน จึงไม่แปลกใจที่ใครๆก็ต้องแวะมาเที่ยวที่เมืองแห่งนี้สักครั้ง และยังเป็นเมืองที่มีโบราณสถานเก่าแก่ จัดให้อยู่ในแหล่งมรดกโลกหลายแห่งอีกด้วย

1.ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ เสาโทริอิสีแดง (Fushimiinari-taisha)
จัดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงที่สุดอีกแห่งในเมืองเกียวโต เรียกว่าถ้าใครมาเที่ยวเกียวโตแล้ว ไม่ได้มาสักการะศาลเจ้าแห่งนี้ และเดินลอดซุ้มเสาโทริสีแดงหมื่นต้น ว่ากันว่า มาไม่ถึงเมืองเกียวโตเลยล่ะค่ะ เพราะจัดเป็นกิมมิค หนึ่งที่เที่ยวยอดนิยมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วทุกมุมโลกให้รู้จักเมืองนี้อีกด้วย

ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ (Fushimiinari-taisha) เป็นศาลเจ้าชินโตของเทพอินาริ อันเป็นเทพแห่งกสิกรรม ตั้งอยู่ในเขตฟูชิมิ นครเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นตัวศาลเจ้าตั้งอยู่บนพื้นที่เชิงเขาที่ระดับความสูง 233 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล ซึ่งภูเขาก็มีนามเดียวกันคือภูเขาอินาริ ซึ่งรอบเชิงเขานี้ยังเป็นที่ตั้งของศาลเจ้าเล็กๆอีกมากมายตลอดระยะทาง 4 กิโลเมตร ซึ่งสามารถเดินเท้าและเยี่ยมชมได้โดยใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง

โดย ชาวญี่ปุ่นนับถือเทพอินาริในด้านการอุปถัมภ์ค้ำชูและส่งเสริมความเจริญในการงานและกิจการ ซึ่งความศรัทธานี้ยังคงอยู่จนตราบจนปัจจุบัน บรรดาเสาโทริอิที่มากมายของศาลเจ้าแห่งนี้นั้น ล้วนเป็นศรัทธาจากบริษัท ห้างร้าน และโรงงานในญี่ปุ่น ซึ่งแต่ละต้นจะมีการจารึกผู้บริจาคไว้ และในยุคต้นยุคเฮอัง ศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ อยู่ภายใต้พระราชูปถัมภ์ขององค์จักรพรรดิ ใน พ.ศ. 1508 จักรพรรดิมูรากามิทรงบัญชาให้มีการขึ้นบัญชีเหตุการณ์สำคัญของเทพารักษ์แผ่นดิน ซึ่งในบัญชีนี้ ในขั้นต้นกล่าวถึงศาลเจ้า 16 แห่ง ซึ่งศาลเจ้าฟูชิมิอินาริ ก็เป็นหนึ่งในนั้นอีกด้วย

การเดินทาง : แนะนำนั่งรถไฟ JR จากสถานีเกียวโต ลงที่สถานี JR Inari เดินข้ามทางม้าลายไปอีกนิดหน่อยก็ถึงศาลเจ้าฟูชิมิอานาริ

2.วัดคิโยมิซุ (วัดน้ำใส) (Kiyomizu-dera)
หนึ่งในแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณสถาน และทางศาสนาที่สวยงามอีกแห่ง โดยได้รับการยกให้เป็นมรดกโลกขององค์กรยูเนสโกอีกด้วย ตัววัดตั้งอยู่บนเขาโอโตวะ มีทัศนียภาพที่ดงาม อยู่ทางทิศตะวันออกของเมืองเกียวโต ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของอนุสรณ์สถานทางประวัติศาสตร์เกียวโตโบราณ (Historic Monuments of Ancient Kyoto) ซึ่งเป็นมรดกโลกขององค์กรยูเนสโก อาคารหลักของวัดคิโยมิซูเดระได้รับคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในสมบัติประจำชาติญี่ปุ่น ชื่อของวัดซึ่งมีความหมายว่าน้ำบริสุทธิ์ มีที่มาจากน้ำตกที่ไหลผ่านเนินเขาลงมาบริเวณวัด

จุดเด่นของวัดนอกจากมีภูมิทัศน์ที่สวยงามแล้ว อาคารหลักของวัดคิโยมิซูเดระเป็นที่รู้จักจากระเบียงขนาดใหญ่สูง 13 เมตร มีเสาไม้กว่าร้อยต้นรองรับ สร้างยื่นออกจากด้านข้างของเนินเขา จากระเบียงนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามของเมืองเกียวโตได้ วลีที่กล่าวว่า “กระโดดจากระเบียงวัดคิโยมิซูเดระ” ซึ่งหมายความว่า ตัดสินใจกะทันหัน หรือกล้าตัดสินใจ วลีนี้มีที่มาจากความเชื่อในสมัยเอโดะที่ว่า หากผู้ใดสามารถกระโดดจากระเบียงวัดแล้วสามารถรอดชีวิตได้ ความปรารถนาของผู้นั้นจะสัมฤทธิ์ผลจึงทำให้มีนักท่องเที่ยวหลายคน นิยมแวะมาเที่ยวที่วัดแห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย

การเดินทาง : แนะนำนั่งรถไฟใต้ดินสาย Keihan main line ลงที่สถานีรถไฟ Kiyomizu Gojo station เดินเท้าไปอีกประมาณ 300 เมตรก็ถึงวัดคิโยมิซุ

3.วัดคินคะคุจิ หรือ วัดทอง (Kinkakuji Temple)
จัดเป็นหนึ่งวัดสวยงาม และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองเกียวโต ที่ใครๆก็ต้องไปตามรอยกัน แต่คนไทยส่วนใหญ่ นิยมเรียกวัดนี้ว่า วัดอิคคิวซัง เนื่องจากภาพของปราสาทสีทองที่อยู่ในการ์ตูนดังกล่าว ทำให้ต้องมาเห็นด้วตาตัวเองสักครั้ง เนื่องจากวัดปราสาททองแห่ง นี้มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “วัดโระคุอนจิ (Rokuonji) ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นบ้านพักตากอากาศ ของรัฐบุรุษนาม ไซออนจิ คิทซึเนะ (Sionji Kitsune) จนกระทั่งในปี 1397 โชกุนอาชิคางะ โยชิมิซึ ได้ซื้อสถานที่แห่งนี้ต่อจากไซออนจิ และเปลี่ยนเป็นที่พำนักของโชกุนโดยตั้งชื่อว่า “คิตะยะมะโดโนะ และเมื่อปี ค.ศ. 1419 บุตรชายของโชกุนอาชิคางะได้เปลี่ยนแปลงให้เป็นวัดนิกายเซน สายรินไซ มาจนถึงปัจจุบัน จุดเด่นของวัดคือ อาคารสีทองหลังงาม มี 3 ชั้น จนมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “วัดทอง”

การเดินทาง : แนะนำขึ้นรถประจำทางKyoto City Bus สายตรงหมายเลข 101 หรือ 205 จากสถานีเกียวโต (Kyoto Station) ซึ่งจะใช้เวลาเดินทาง 40 นาท

Related posts